โรคซึมเศร้ากำเริบอีกแล้ว....นอนไม่หลับเลย

 

ตี 4 เข้าไปแล้ว....ข่มตานอนยังไงก็นอนไม่หลับ....เลยลุกขึ้นมาเปิดคอม

ระบายความเครียดนิดหน่อย....รวดแบ่งปันประสบการณ์ให้น้องๆที่ยังเป็นนักเรียน

นักศึกษาได้อ่านบ้างก็ยังดี

 

ผมยอมรับ ผมเลือกทางเดินชีวิตมาผิดพลาด....และไม่รู้จะกลับไปแก้ไขยังไง....

 

เส้นทางที่ผมเดินอยู่นี้ รู้สึกเหมือนเครื่องจักรที่ทำงานไปวันๆ....เชื่อว่าหลายๆคนใน

สังคมก็คงเป็นอย่างผม....ไม่มีความฝันอะไร แค่อยู่ไปวันๆ พยายามหาความสุขรอบตัว

หลอกตัวเอง....เพื่อให้มีกำลังใจจะดำเนินชีวิตต่อไป...

 

ถ้าจะท้าวความว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ก็ต้องย้อนกลับไปสมัยเรียน....

 

ตอนนั้นผมยังอยู่ ม.4....ผมฝันอยากเป็นนักบิน และอยากจะสอบเข้าโรงเรียน

นายร้อย   แต่แม่ผมไม่ยอม....

(ผมไม่โทษแม่หรอกครับ ผมผิดเอง ที่ไม่มั่นคงต่อความฝันของตนเอง)

...แม่กลัวว่าผมจะไปตายในโรงเรียนนายร้อยมากกว่า...

และเนื่องจากแม่ผมหย่าร้างกับพ่อตั้งแต่ตอนผมเด็กๆ....

ผมจึงมีแม่คนเดียวที่มีอิทธิพลต่อชีวิต....

แม่ยกอะไรมาพูด ก็จะไม่มีใครค้านอะไร....ตัวแม่เองก็ไม่มีคู่ชีวิตให้ปรึกษาอะไร

เวลาแม่คิดอะไร คำสั่งก็เลยออกมาแบบเผด็จการ เพราะไม่มีใครทัดท้านนั่นเอง...

 

โรงเรียนนายร้อยแป้วไปเป็นรายการแรก.....

 

ตอนนั้นก็เลยยังไม่รู้จะไปไหน.....รู้แค่ว่ายังคงต้องอยู่ในระบบการศึกษาแน่นอน

ต้องเลือกที่ชอบมาซักคณะแทนละกัน...

 

คณะแรกๆที่ผมอยากเรียน ล้วนอยู่ในสายศิลป์หมด.....

ซึ่งแม่ผมไม่ปลื้ม เพราะผมเรียนสายวิทย์มา....(ออ ลืมบอกไป แม่ของผมเป็นอาจารย์)

 

แรกสุดนี่รู้สึกจะเป็นคณะจิตวิทยา... อยากจบมาเป็นนักจิตวิทยา

แม่ผมค้านหัวชนฝาเลยทีเดียว....บอกเพื่อนๆของแม่ที่จบคณะนี้ บ้าๆบอๆกันไปหมด

 

อะ โอเค ไม่ได้ ไม่เป็นไร ไปค้นหามาใหม่.... ต่อมาเป็นศึกษาศาสตร์ อยากเป็นครู..

แม่ก็ไม่ยอม....

 

ต่อมา ไม่ว่าจะเป็นคณะนิติเอย นิเทศเอย หรืออะไรที่เป็นสายศิลป์...แป้วหมด 

 

จำได้ว่า ตอนนั้นที่อยากเรียนมากๆคือสถาปัตย์.....อยากเป็นสถาปนิก...

แอบไปขโมยวิชาจากเพื่อนๆที่ไปเรียนพิเศษพื้นฐานสถาปัตย์มา....

ตอนพัก เพื่อนๆเขาก็จะจับกลุ่มฝึกวาดรูปกัน ผมก็จะไปนั่งฝึกวาดกับเขาด้วย....

 

พอผมไปคุยกับแม่ว่าจะเอาคณะนี้....อยากเรียนคณะนี้.... แม่ผมก็ไม่ยอมตามคาด

เผอิญตอนนั้นมีข่าวโรงแรมถล่มที่ภาคใต้....สถาปนิกกับวิศวกรที่สร้างโรงแรมนี้

โดนจับเข้าคุกกันไปหมด.... แม่เลยถามว่า ผมอยากจะเข้าคุกเหรอ?

 เออนะ...ผมก็ยอมๆเพราะตอนนั้นยังเป็นเด็กหัวอ่อน ยอมแม่ง่ายเหลือเกิน

 

สุดท้ายมา ไม่รู้จะเรียนอะไรแล้ว เพราะอะไรๆก็ไม่ผ่านมติสภา...

เลยประชดด้วยการเลือกคณะทันตแพทย์(ไม่ได้ดูเกรดตัวเองเล้ย!!!)

 

สมัยนั้นก็มีสอบโควต้า กับเอ็นทรานต์... ไม่ใช่ โอเนต เอเนต อะไรก็ไม่รู้อย่างในปัจจุบัน

ผมก็ไปสอบ สอบไปงั้นๆ....ไม่มีกะใจจะอ่านหนังสืออะไร เพราะไม่ได้ไปในทางที่ชอบ...

 สุดท้ายก็แป้วโควต้าหมด...

 

พอเอ็นทรานต์ตอนเดือนมีนา..... ก็เลยเลือกคณะที่คะแนนน้อยๆไว้ก่อน

ขอให้ติดซักคณะ มีที่เรียนไว้ก่อนก็ยังดี.... คิดว่างั้น

(ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆนะ....แต่มันเป็นความคิดที่ผิดมหันต์!!!)

 

ก็สอบติดครับ เทคนิคง่ายๆ ไม่มีอะไร......คติตอนนั้นคือ ข้อไหนคิดไม่ออก

กูกา ค.ควาย ไว้ก่อน.....มันก็ได้คะแนนพอดูเลยล่ะ หุหุ (วิชามาร )

 

4 ปี ผ่านไป ไวเหมือนโกหก....

เรียนๆหลบๆก็จบออกมา แต่ก็ไม่เคยเลือกงานสายที่เรียนมาเลยซักครั้ง....

เพราะไม่ใช่แนว.....

 

ตกงานเป็นปีเลยครับ ขอบอก!!!

 

จริงๆจะพูดว่าตกงานก็ไม่เต็มปากเท่าไหร่.... แต่งานที่ทำมันไม่มั่นคงอะไร

รับเป็นจ็อบๆไป....

 รับงานวิจัยของพวก ป.โท มาทำบ้าง....

บางช่วงก็เล่นดนตรีกลางคืนตามร้านเหล้าบ้าง...

...เป็นตัวประกอบในหนังก็เคยเป็น...

 

แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ตกงานจริงๆ ไม่มีอะไรทำเลยอยู่หลายเดือน...

พยายามสมัครงานนับสามสิบ สี่สิบที่ แต่ก็ไม่มีใครรับ...

ไม่เลือกงานเลยนะ...บางที่ผมก็ใช้วุฒิ ม.ปลาย สมัคร...

แต่เขาก็จับผิดได้ ว่าเราจบปริญญา...เขาไม่อยากได้คนจบปริญญา....

 

ช่วงนั้นเศรษฐกิจขาลง....

ไม่มีใครเขารับทำงานง่ายๆ มีแต่คนโดนบริษัทไล่ออก...

 

ในที่สุด เงินที่สะสมมาก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ...

สุดท้าย เหลือเงินอยู่ 200 บาท กับในธนาคารไม่ถึงร้อย...

 

บริษัทสุดท้าย ที่ไปสมัคร ก็โดนหลอกไปสมัคร....

วันแรกไปสมัคร...อีกวันไปสัมภาษณ์....อีกวันลองงาน.... เสียเวลาไปสามวัน

 

มารู้เอาวันที่สามว่าโดนหลอก...

สมัครตำแหน่ง Media แต่พอไปจริงๆเป็น Sale ลากกระเป๋าตามบ้าน...

(ผมไม่ได้รังเกียจอาชีพนี้นะครับ แต่ผมไม่ชอบบริษัทนี้ ที่เขาปิดบังความจริง

แล้วหลอกให้คนไปสมัคร)

 

จาก 200 บาท ไปสมัครไอ่บริษัทบ้านี่ เปิดกระเป๋าตังค์มา เหลือเงินอยู่ 40 บาท...

หมดค่าเดินทาง ค่านู่ค่านี่ ไป 160 บาท แถมเสียเวลาไปสามวัน....

 

เงินในธนาคารก็กดออกมาไม่ได้ เพราะมีไม่ถึงร้อย...

 

คำนวณแล้ว มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน....อดตายแน่ๆ

 

ตั้งแต่เรียนจบมาไม่เคยขอเงินแม่ซักบาท....

...ตอนนั้นจำต้องขอแล้ว...

 

ผมจำได้ถึงความขมขื่นที่ต้องโทรไปขอเงินแม่....


"แม่ ตกงาน....เหลืออยู่ 40 บาท....ขอเงินหน่อยนะแม่ "

 

แม่ก็เข้าใจ บอกจะโอนเงินมาให้เย็นวันนั้น....

 

...พอผมวางโทรศัพท์ น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง...มันร้องไห้ออกมาเอง...

 

...ร้องไห้ให้กับความพ่ายแพ้ของตนเอง...

 

...ร้องไห้ให้กับความเจ็บใจที่โดนเขาหลอก...

 

...ร้องไห้ให้กับความเขลา ความโง่ ที่คิดว่าตนเองเลือกทางเดินที่ดี...

 

...มันใช่ที่ไหนกัน?.....พาตัวเองมาตายชัดๆ...

 

 

ตอนนั้นเกือบจะฆ่าตัวตายไปแล้ว...ยังดีว่ามีเพื่อนอยู่ด้วยตลอด....คอยปลอบ

คอยให้กำลังใจ.... บวกกับพยายามให้กำลังใจตนเอง....ยืมหนังสือธรรมะเขามาอ่าน...

ก็เลยรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้...

 


 

แต่ถามว่าทุกวันนี้โอเคไหม?

ก็โอเค แต่ไม่ได้แฮปปี้อะไร.... อยู่ไปวันๆ ไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ

ไม่มีความฝันอะไร...

 

"คนที่ไม่มีความฝัน ก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ตายไปแล้ว"

 

ผมเห็นด้วยเลยกับประโยคนี้...ทุกวันก็ใช้ชีวิตเหมือนเครื่องจักร...

ลองถามตัวเองว่า ถ้าอยู่ดีๆ วันหนึ่งเดินๆไปแล้วรถชนตาย....

จะเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรไหม?....

ก่อนตายยังอยากจะทำอะไรรึเปล่า?...ค้างคาอะไรไหม?

 

ผมตอบตัวเองไม่ได้เลย...

 

........

พลาดตรงไหน....ก็พลาดตอนเลือกทางเดินชีวิตตอน ม.ปลาย นั่นแหล่ะ

พลาดที่ไม่มั่นคงต่อความฝันของตนเอง... ปล่อยให้คนอื่่นมาตัดสินชีวิตเราแทนเรา

เลือกทางเดินให้เรา...ทั้งๆที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ...

 

....ผมไม่เคยโทษแม่ ผมเข้าใจในความหวังดีของแม่....

แต่ผมพลาดเอง ที่ไม่มั่นคงต่อทางเลือกของตนเอง...

(จงอย่าโทษคนอื่น....จงโทษในความอ่อนแอของตนเอง)

 

คนที่พลาดๆมาก็จะเป็นเหมือนๆผม....

ส่วนคนที่ไม่พลาด ก็จะพุ่งทะยานไปตามความฝันของตน...

 

เพื่อนผม สมัยอยู่ ม. ปลาย ที่เขาทะเลาะกันบ้านแทบแตกตอนเลือกคณะ....

ตอนนี้เขามีความสุขในงานที่ทำ...ได้มีโอกาสไปทำงานถึงเมืองนอกเมืองนา....

 

 ...ผมพลาดมาแล้ว ทำไงได้...

 

ทุกวันนี้ก็พยายามหาอะไรซักอย่าง หาฝันที่ตัวเองไม่มี...

ซึ่งหวังว่า ซักวันผมคงจะหาเจอ...เพื่อจะได้หลุดสภาพเครื่องจักรนี้ซักที..

 

สรุป....

ใครโชคดี (หรือโชคร้ายหว่า) ที่ได้เข้ามาอ่าน Entry นี้...

 

ถ้ายังเป็นน้องๆนักเรียนนักศึกษา.....น้องยังมีโอกาสเลือกนะครับ....

(ส่วนใครเผลอเขามาอ่าน แต่ไม่ได้มีประโยชน์อันใดต่อชีวิตท่าน ก็ขออภัย...)

 

น้องๆที่เข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว ถ้ารู้ว่าตัวเองเลือกทางพลาด....

ทางที่ตัวเองไม่ได้ชอบ ก็ยังแก้ตัวทันอยู่นะครับ...

...บางคนอาจต้องทะเลาะกับผู้ปกครองบ้าง แต่ผมเชื่อว่า มันคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มา...

 

พ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด....

ทางที่เราเลือกต่างหาก จะอยู่กับเรา และจะส่งผลถึงเราไปจนวันตาย....

 

ขอให้น้องๆทุกคนโชคดี...เลือกให้ดี คิดให้ดี...

เลือกทางที่ชอบ แล้วอย่ามานั่งเสียใจภายหลัง...

 

....อย่าพลาดอย่า่งผมเลยครับ....

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ค่ะ ได้ข้อคิดดีๆเป็นแนวทางในอนาคตได้จริงๆ

พี่ก็เข้มแข็งไว้นะ ตัวพี่ยังมีคุณค่าอยู่เน้อbig smile

#1 By Dan@_$ on 2008-10-08 07:28

เข้าใจค่ะ.. ที่บ้านก็คล้ายๆอย่างนี้คือจะเป็นห่วงมาก แม่ไม่อนุมัติให้เรียนนู่นเรียนนี่.. ยังดีที่การเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่แม่ปลื้มเป็นอันดับสาม.. เลยอนุมะติ (อันดับหนึ่งสองก็พวกวาดรูป ครู คล้ายๆกันเลยค่ะ) แล้วก็แค่โชคดีที่พอเรียนสายนี้อย่างเอาจริง..ก็พอมีทางให้ไปได้.. แต่ตอนที่มาเรียนต่อที่นี่ด้วยตัวเอง ต้องแกล้งบอกที่บ้านตลอดว่าสบาย เรียนได้ ไม่มีปัญหา เงินในธนาคารก็หมด หางานพิเศษที่ญี่ปุ่นไม่มีใครรับ พูดกับใครไม่เข้าใจ คนบอกต้องช่วยเหลือตัวเอง อารมณ์เดียวกัน..

วันที่โทรไปขอให้แม่โอนเงินมาให้หน่อยนี่มันก็สุดๆแล้ว.. วันนั้นร้องไห้เหมือนกันค่ะ.. sad smile อยู่คนเดียวจริงๆ เพื่อนไม่มี.. ให้กลับบ้านก็กลับไม่ได้..ไม่มีค่าเครื่องบิน..

เอ็นทรี่นี้ทำให้นึกถึงวันเก่าๆเหล่านั้นและทำให้ทบทวนตัวเองได้อีกทีว่าทำไมเราถึงพยายามทำอะไรก๊อกๆแก๊กๆอย่างนี้อยู่.. เพราะกำลังตามฝันที่หายไปในวันเก่าๆ.. ขอบคุณมากนะคะ m(_ _)m

#2 By Hayashi Kisara on 2008-10-08 07:30

"คนที่ไม่มีความฝัน ก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ตายไปแล้ว"

คำนี้โดนใจจริงๆ เลยค่ะ

จริงๆ เค้าก็เป็นเหมือนพี่เลยนะ เรียนสายวิทย์มาแล้วครอบครัวก็ไม่ลองให้เรียนสายศิลป (ทั้งๆที่เค้าคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านออกแบบ และวาดรูป)

ที่บ้านก็อยากให้เรียนแต่สายวิทยาศาสตร์สุขภาพนั้นแหละ

ที่บ้านเขาเอาใจมาก อยากได้อะไรก็ซื้อให้ อยากได้อะไรก็หามาให้ ทำให้เราปฏิเสธไม่ลง (ไม่กล้าเลยด้วยซำ)

ผลสุดท้ายเลยเลือกเรียนคณะวิทยาศาตร์ อย่างน้อยก็ดีกว่าพวกวิทยาศาสตร์การแพทย์ละกัน

เพราะนิสัยเค้าชอบลองผิดลองถูก ถ้าเรียนวิทย์คงไม่เป็นไร การทดลองมันพลาดได้ แต่ถ้าเรียนสายหมอละก็ อะไรๆ ก็พลาดไม่ได้

ไม่เข้าใจค่านิยมในสังคมไทยเลย

เค้าก็ไม่โทษตัวเองเหมือนกันแหละ เค้าก็ไม่ได้ดึงดันอย่างเต็มที่เหมือนกัน

แต่ก็ดีหน่อย หลังๆมา เค้ารู้สึกว่าเรียนวิทย์ก็ทำให้รู้สึกดีไม่น้อย (เค้าอยู่ปี 1 ค่ะ) แต่ว่างๆ ตอนปิดเทอมก็จะไปวาดรูปอยู่บ่อยๆ
ออกแบบไอ้นั้น ไอ้นี่ เรื่อยๆ

ก็ความฝันน่ะ ยังไงก็ทิ้งไม่ลงหรอก จริงมั๊ย
ยังไงเราก็หาทางใกล้ชิดความฝันอยู่ดี
ถึงแม้ว่าตอนนี้สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นเพียงแค่งานอดิเรกของเค้าก็ตาม

#3 By fuchi (^^) on 2008-10-08 07:34

Hot! Hot! Hot! Hot! เป็นอุทาหรณ์ที่ดีมากมายฮะ ผมเกือบเป็น 1 ในนั้นฮะ แต่ตอนนี้ก็ยังลำบากอยู่ที่ต้องไล่ตามความฝันต้่อไปฮะbig smile
สวัสดีค่ะ

หลงเข้ามาอ่านเอนทรีนี้ครบทุกบรรทัดเลยค่ะ

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่

ตอนนี้เป็นนิสิตอยู่ค่ะ

แต่อีกไม่กี่เดือนจะเป็นบันฑิตแล้ว

ถามว่าไอ้ที่เรียนๆอยู่ชอบมั้ย

ตอบว่าเฉยๆค่ะ

แต่ก็มีความฝันได้นะ และตอนนี้ก็กำลังฝันอยู่

แต่ไม่รู้ว่าฝันนั้นมันจะลมๆแล้งๆรึป่าว



เวลาที่เสียไปก็ให้ผ่านไปเถอะค่ะ เพราะยิ่งนึกก็ยิ่งเศร้า

สู้เอาเวลามานั่งค้นหาฝันใหม่ดีกว่า

จริงมั้ยquestion
ลืมให้ดาวค่ะHot! Hot! Hot!
.....


มันเป็นจังหวะชีวิตค่ะ


ไม่ใช่ความผิดพลาดหรอก




big smile big smile

#7 By caffeineaddict on 2008-10-09 20:34

อะไรผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะค่ะ

ไม่ต้องเก็บมันมาทำลายปัจจุบันหรอก

แค่เก็บไว้เป็นเครื่องเตือนสติก็พอแล้ว

หรือจะเก็บไว้สอนลูกสอนหลานก็ไำด้นะคะ แหะๆ

ตามหาความฝันต่อไปเถอะค่ะ

หวานเชื่อว่า ไม่มีคำว่าสาย ถ้าคิดจะเริ่มต้น

ขอให้เจอความฝันเร็วๆนะคะ confused smile

ยังไงขอบคุณมากเลยนะคะ

ที่ชวยให้ข้อคิดดีๆ

Hot! Hot! Hot!

#8 By VampMazter - XIII on 2008-10-10 20:12

ไม่มีอะไรสายเกินแก้

ถึงว่าจะแก้ยากหน่อย

แต่มันก็ต้องแก้ได้ซักวันล่ะว้าconfused smile

#9 By issue01 on 2008-10-10 22:21

ไม่มีอะไรสายเกินแก้

ถึงว่าจะแก้ยากหน่อย

แต่มันก็ต้องแก้ได้ซักวันล่ะว้าconfused smile

#10 By issue01 on 2008-10-10 22:21

(จงอย่าโทษคนอื่น....จงโทษในความอ่อนแอของตนเอง)
ชอบคำนี้ สู้ๆครับพี่ ผมโชคดีที่เรียนในสิ่งที่ชอบ

#11 By hackerlife on 2008-10-11 04:30

ตอนนี้กำลังตามหาความฝันของตัวเองอยู่ค่ะ

อ่านเอนทรี่นี้

ให้ข้อคิดได้จริงๆHot!

#12 By ,,TWINKLE*,, on 2008-10-22 15:51

เราก็เป็นคนนึงที่เคยเลือกทางชีวิตผิดนะตอนเรียนมหาลัย

เลือกเรียนครูทั้งที่ไม่อยากเป็น ซะงั้น!?

แต่เรื่องอดีต มันก็ผ่านไปแล้ว แก้อะไรไม่ได้ด้วย

เพราะฉะนั้น เราต้องเดินต่อไป

ความฝันอันเก่า ก็ปล่อยมันไป

แต่เราสามารถสร้างมันใหม่ได้ ถ้าเราคิดว่าเราอยากมี...

"ชีวิตคนเรา ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง ถ้าอยากจะเริ่มต้นใหม่เป็น 1000 ครั้งก็ย่อมทำได้ ถ้าเราลุกขึ้นสู้กับมัน"

#13 By JokeKo on 2008-10-22 22:05

ขอบคุณสำหรับข้อคิด และคำแนะนำสำหรับรุ่นน้องนะคะ เป็นประโยชน์มากๆ

มันยิ่งทำให้รู้ว่า เราควรจะยอมขัดใจพ่อแม่เสียบ้าง และทำ ในสิ่งที่อยากจะทำ

แต่ถึงกระนั้น พี่ก็ต้องเข้มแข็งนะคะ ทุกปัญหามีทางแก้ ทุกคนพร้อมที่จะช่วยเหลือกันในสังคม

ถึงแม้เราจะเลือกเดินพลาด แต่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด มันก็ดีแล้วใช่ไหมล่ะค่ะ ^^
เพราะถ้าเราทำวันนี้ให้ดี วันข้างหน้ามันก็จะดีตามมาเอง

เรื่องที่ผ่านไปแล้ว ก็อย่าไปเสียใจกับมัน

ขอบคุณพี่จริงๆนะคะ สำหรับข้อคิดและอุธาหรณ์ให้รุ่นน้อง เอาบอลไปเลยค่ะ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ดีมากๆครับ

wink คนที่ไม่มีความฝัน ก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ตายไปแล้ว"

ผมยังพอตามฝันตัวเองตอนจบมปลาย ถึงปัจจุบัน จะไม่ได้มีหน้าที่การงานที่ดีแต่ก่มีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบและก่สามารถดูแลคนรอบข้างได้Hot! Hot!

#15 By liverg on 2008-10-31 13:58

ไม่มีฝันแล้ว.. อย่างน้อยพี่ก็ทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุดละกันค่ะ

ขอบคุณที่ช่วยเตือนใจ big smile
เค้าโชคดีที่แม่เคยโดนห้ามเรียนกีฬา
แม่เลยไม่ห้ามเรื่องเลือกคณะอะไรเท่าไหร่
อาจจะแนะๆทางบ้าง

ถึงแม่ไม่ได้เรียนกีฬาที่แม่ชอบ
แต่ปัจจุบันแม่ก็รักงานที่ทำ

,,,
ถึงลูกโป่งจะลอยหายไปในอากาศ
แต่ใช่ว่าเราเป่าลูกใหม่ไม่ได้

ขอให้เจอลูกโป่งลูกใหม่เร็วนะคะsurprised smile

#16 By SEsai*im อิ่มๆ on 2008-11-02 13:51

เอาน่า สักวันทางเดินนั่นจะเป็นของเรา

ดีนะที่เราเลือกเดินถูกทางโดยไม่สนใจ คนรอบข้าง ก็ กูจะเรียน ใครจะทำไม กูสอบได้อะ....แค่นั้นก็ จบ

** แต่ไอ้เรื่องของเงินพ่อแม่อยู่ นี่ตอนนี้ก็ ยังเป็นอะ แก้ไม่หายสักที....

#17 By Hanaka on 2008-11-17 13:59

ถือว่าโชคชะตานำพาเรามาในที่ๆเราจะได้มาอยู่แล้วกันครับ

สิ่งที่ผ่านมาแล้วมันไม่สามารถย้อนไปแก้ไขได้

ยังมีเวลาเหลืออีกมากมาย ที่จะให้เราได้ทำตามฝันของเรา

ถ้าเราเริ่มเดินทางช้าไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ถึงฝัน

วันนี้ผมก็ไม่ได้ทำงานตามสายที่เรียนจบมา (ทั้งๆที่ตอนเอนท์ใฝ่ฝันมานานว่าจะเข้าคณะนี้ให้ได้) ผมต้องเหนื่อยกว่าเพื่อนๆอีกหลายคน แต่ก็มีความสุขดีที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้ว่าจะต้องทุกข์บ้าง แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากครับ ถ้าให้เลือกได้ ผมขอเป็นแบบนี้ต่อไป เพราะมันสอนให้ผมเข้มแข็ง เวลาที่เราล้มเราจะไม่เจ็บ

สู้ต่อไปนะ

#18 By โลกอมควัน on 2008-11-18 22:06

สู้ต่อไปค่ะ


ตอนนี้เตยก็ถือคติใช้ชีวิตไปวันๆ

#19 By ชาเขียวaddict on 2008-12-21 00:20

พี่ !
อ่านแล้วน้ำตาไหลอ่ะ
คิดถึงตัวเองจัง

ตอนนั้นนะ
สับสนมาก

ตอนนี้ก็ยังสับสนอยู่

#20 By ลูกเสี่ย on 2009-12-20 16:22