โรคซึมเศร้ากำเริบอีกแล้ว....นอนไม่หลับเลย

 

ตี 4 เข้าไปแล้ว....ข่มตานอนยังไงก็นอนไม่หลับ....เลยลุกขึ้นมาเปิดคอม

ระบายความเครียดนิดหน่อย....รวดแบ่งปันประสบการณ์ให้น้องๆที่ยังเป็นนักเรียน

นักศึกษาได้อ่านบ้างก็ยังดี

 

ผมยอมรับ ผมเลือกทางเดินชีวิตมาผิดพลาด....และไม่รู้จะกลับไปแก้ไขยังไง....

 

เส้นทางที่ผมเดินอยู่นี้ รู้สึกเหมือนเครื่องจักรที่ทำงานไปวันๆ....เชื่อว่าหลายๆคนใน

สังคมก็คงเป็นอย่างผม....ไม่มีความฝันอะไร แค่อยู่ไปวันๆ พยายามหาความสุขรอบตัว

หลอกตัวเอง....เพื่อให้มีกำลังใจจะดำเนินชีวิตต่อไป...

 

ถ้าจะท้าวความว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ก็ต้องย้อนกลับไปสมัยเรียน....

 

ตอนนั้นผมยังอยู่ ม.4....ผมฝันอยากเป็นนักบิน และอยากจะสอบเข้าโรงเรียน

นายร้อย   แต่แม่ผมไม่ยอม....

(ผมไม่โทษแม่หรอกครับ ผมผิดเอง ที่ไม่มั่นคงต่อความฝันของตนเอง)

...แม่กลัวว่าผมจะไปตายในโรงเรียนนายร้อยมากกว่า...

และเนื่องจากแม่ผมหย่าร้างกับพ่อตั้งแต่ตอนผมเด็กๆ....

ผมจึงมีแม่คนเดียวที่มีอิทธิพลต่อชีวิต....

แม่ยกอะไรมาพูด ก็จะไม่มีใครค้านอะไร....ตัวแม่เองก็ไม่มีคู่ชีวิตให้ปรึกษาอะไร

เวลาแม่คิดอะไร คำสั่งก็เลยออกมาแบบเผด็จการ เพราะไม่มีใครทัดท้านนั่นเอง...

 

โรงเรียนนายร้อยแป้วไปเป็นรายการแรก.....

 

ตอนนั้นก็เลยยังไม่รู้จะไปไหน.....รู้แค่ว่ายังคงต้องอยู่ในระบบการศึกษาแน่นอน

ต้องเลือกที่ชอบมาซักคณะแทนละกัน...

 

คณะแรกๆที่ผมอยากเรียน ล้วนอยู่ในสายศิลป์หมด.....

ซึ่งแม่ผมไม่ปลื้ม เพราะผมเรียนสายวิทย์มา....(ออ ลืมบอกไป แม่ของผมเป็นอาจารย์)

 

แรกสุดนี่รู้สึกจะเป็นคณะจิตวิทยา... อยากจบมาเป็นนักจิตวิทยา

แม่ผมค้านหัวชนฝาเลยทีเดียว....บอกเพื่อนๆของแม่ที่จบคณะนี้ บ้าๆบอๆกันไปหมด

 

อะ โอเค ไม่ได้ ไม่เป็นไร ไปค้นหามาใหม่.... ต่อมาเป็นศึกษาศาสตร์ อยากเป็นครู..

แม่ก็ไม่ยอม....

 

ต่อมา ไม่ว่าจะเป็นคณะนิติเอย นิเทศเอย หรืออะไรที่เป็นสายศิลป์...แป้วหมด 

 

จำได้ว่า ตอนนั้นที่อยากเรียนมากๆคือสถาปัตย์.....อยากเป็นสถาปนิก...

แอบไปขโมยวิชาจากเพื่อนๆที่ไปเรียนพิเศษพื้นฐานสถาปัตย์มา....

ตอนพัก เพื่อนๆเขาก็จะจับกลุ่มฝึกวาดรูปกัน ผมก็จะไปนั่งฝึกวาดกับเขาด้วย....

 

พอผมไปคุยกับแม่ว่าจะเอาคณะนี้....อยากเรียนคณะนี้.... แม่ผมก็ไม่ยอมตามคาด

เผอิญตอนนั้นมีข่าวโรงแรมถล่มที่ภาคใต้....สถาปนิกกับวิศวกรที่สร้างโรงแรมนี้

โดนจับเข้าคุกกันไปหมด.... แม่เลยถามว่า ผมอยากจะเข้าคุกเหรอ?

 เออนะ...ผมก็ยอมๆเพราะตอนนั้นยังเป็นเด็กหัวอ่อน ยอมแม่ง่ายเหลือเกิน

 

สุดท้ายมา ไม่รู้จะเรียนอะไรแล้ว เพราะอะไรๆก็ไม่ผ่านมติสภา...

เลยประชดด้วยการเลือกคณะทันตแพทย์(ไม่ได้ดูเกรดตัวเองเล้ย!!!)

 

สมัยนั้นก็มีสอบโควต้า กับเอ็นทรานต์... ไม่ใช่ โอเนต เอเนต อะไรก็ไม่รู้อย่างในปัจจุบัน

ผมก็ไปสอบ สอบไปงั้นๆ....ไม่มีกะใจจะอ่านหนังสืออะไร เพราะไม่ได้ไปในทางที่ชอบ...

 สุดท้ายก็แป้วโควต้าหมด...

 

พอเอ็นทรานต์ตอนเดือนมีนา..... ก็เลยเลือกคณะที่คะแนนน้อยๆไว้ก่อน

ขอให้ติดซักคณะ มีที่เรียนไว้ก่อนก็ยังดี.... คิดว่างั้น

(ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆนะ....แต่มันเป็นความคิดที่ผิดมหันต์!!!)

 

ก็สอบติดครับ เทคนิคง่ายๆ ไม่มีอะไร......คติตอนนั้นคือ ข้อไหนคิดไม่ออก

กูกา ค.ควาย ไว้ก่อน.....มันก็ได้คะแนนพอดูเลยล่ะ หุหุ (วิชามาร )

 

4 ปี ผ่านไป ไวเหมือนโกหก....

เรียนๆหลบๆก็จบออกมา แต่ก็ไม่เคยเลือกงานสายที่เรียนมาเลยซักครั้ง....

เพราะไม่ใช่แนว.....

 

ตกงานเป็นปีเลยครับ ขอบอก!!!

 

จริงๆจะพูดว่าตกงานก็ไม่เต็มปากเท่าไหร่.... แต่งานที่ทำมันไม่มั่นคงอะไร

รับเป็นจ็อบๆไป....

 รับงานวิจัยของพวก ป.โท มาทำบ้าง....

บางช่วงก็เล่นดนตรีกลางคืนตามร้านเหล้าบ้าง...

...เป็นตัวประกอบในหนังก็เคยเป็น...

 

แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ตกงานจริงๆ ไม่มีอะไรทำเลยอยู่หลายเดือน...

พยายามสมัครงานนับสามสิบ สี่สิบที่ แต่ก็ไม่มีใครรับ...

ไม่เลือกงานเลยนะ...บางที่ผมก็ใช้วุฒิ ม.ปลาย สมัคร...

แต่เขาก็จับผิดได้ ว่าเราจบปริญญา...เขาไม่อยากได้คนจบปริญญา....

 

ช่วงนั้นเศรษฐกิจขาลง....

ไม่มีใครเขารับทำงานง่ายๆ มีแต่คนโดนบริษัทไล่ออก...

 

ในที่สุด เงินที่สะสมมาก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ...

สุดท้าย เหลือเงินอยู่ 200 บาท กับในธนาคารไม่ถึงร้อย...

 

บริษัทสุดท้าย ที่ไปสมัคร ก็โดนหลอกไปสมัคร....

วันแรกไปสมัคร...อีกวันไปสัมภาษณ์....อีกวันลองงาน.... เสียเวลาไปสามวัน

 

มารู้เอาวันที่สามว่าโดนหลอก...

สมัครตำแหน่ง Media แต่พอไปจริงๆเป็น Sale ลากกระเป๋าตามบ้าน...

(ผมไม่ได้รังเกียจอาชีพนี้นะครับ แต่ผมไม่ชอบบริษัทนี้ ที่เขาปิดบังความจริง

แล้วหลอกให้คนไปสมัคร)

 

จาก 200 บาท ไปสมัครไอ่บริษัทบ้านี่ เปิดกระเป๋าตังค์มา เหลือเงินอยู่ 40 บาท...

หมดค่าเดินทาง ค่านู่ค่านี่